Monday, October 1, 2012

สมุนไพรภาคใต้-มะขาม

สมุนไพรภาคใต้-มะขาม
tamarind สมุนไพรภาคใต้ มะขาม
ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) เปลือกต้น (ทั้งสดหรือแห้ง) เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณและวิธีใช้
1. แก้ อาการท้องผูก ใช้เนื้อฝักแก่หรือมะขามเปียก 10–20 ฝัก (หนักประมาณ 70–150 กรัม) จิ้มกับเกลือรับประทาน หรือใส่เกลือเติมน้ำคั้นดื่ม
2. แก้อาการท้องเดิน ใช้เปลือกต้น ทั้งสดหรือแห้งประมาณ 1–2 กำมือ (15–30 กรัม) ต้มกับน้ำปูนใสหรือน้ำรับประทาน
3. ถ่าย พยาธิลำไส้ ใช้เมล็ดคั่วกะเทาะเปลือกเอาออกเนื้อในเมล็ดแช่น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 20–30 เมล็ด เหมาะสำหรับถ่ายพยาธิไส้เดือน
4. แก้ไอขับเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทาน

มะขามน่าทาน

มะขามน่าทาน


ผลไม้น่าทานที่สุด อย่าง มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ ที่มีการแตกกิ่งก้านสาขา ผิวเปลือกต้น จะมีผิวขรุขระและหนา มีสีน้ำตาลอ่อน
ใบ จะเป็นใบเล็กๆ ออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ มีใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบ และโคนใบมน ที่จะประกอบ ด้วยใบย่อย 10 คู่
โดยแต่ล่ะ ใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 5 มม. ยาว 2 ซม. ออกรวมกันเป็นช่อยาว 16 ซม.
ส่วนดอก จะมีการออกตามปลายกิ่ง และจะมีขนาดเล็ก
ส่วนกลีบดอก จะมีสีเหลือง และมีจุดประสีแดง หรือม่วงแดงอยู่กลางดอก
ผล จะเป็นฝักยาว ที่มีรูปร่างยาว หรือโค้ง ยาวประมาณ 3-15 ซม.
ส่วนฝักของมะขาม อ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม ส่วนเนื้อในติดกับเปลือก เมื่อมะขามมีผลแก่ ฝักมะขามก็จะเปลี่ยน เป็นเปลือกแข็งกรอบ และสามารถหักง่าย มีสีน้ำตาล
เนื้อภายใน จะกลายเป็นสีน้ำตาล ที่มีเนื้อหุ้มเมล็ด เนื้อมะขามจะมีรสเปรี้ยว หรือหวาน ซึ่งฝักของมะขาม จะมีเมล็ดประมาณ 10 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมัน และมีสีน้ำตาล

สรรพคุณของมะขาม
เพราะว่าเนื้อไม้ ของมะขาม ใช้สามารถนำมาทำเป็นเขียง ที่มีคุณภาพดีมากเลย เพราะเป็นไม้ทีมีเนื้อ เหนียวคงทน
ใบแก่ของมะขาม จะมีรสเปรี้ยวฝาด ที่นำมาใช้ นำมาปรุงเป็นยาแก้ไอ ช่วยในการแก้โรคบิด ช่วยในการขับเสมหะ ในลำไส้ โดยเรานำมาต้ม ผสมกับหัวหอม นำมาโกรกศีรษะเด็ก ในเวลาเช้ามืด เพื่อช่วยในการแก้หวัดจมูกได้ หรืออาจจะนำมา ใช้น้ำที่ต้มให้สตรีหลังคลอดอาบด้วยก็ได้ ใช้นำมาอบไอน้ำได้
ใบอ่อนและดอกของมะขาม สามารถนำมาใช้รับประทานเป็นอาหารได้
ส่วนเนื้อของมะขาม โดยใช้ผลแก่ประมาณ 10 ฝัก นำมาจิ้มกินกับเกลือ แล้วดื่มน้ำตามมากๆ อาจจะทำน้ำมะขามคั้น เอาน้ำกิน เพื่อใช้เป็นยาแก้อาการท้องผูก ใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการแก้ไอ ช่วยในการขับเสมหะ ช่วยในการลดการกระหายน้ำ โดยการใช้เนื้อมะขาม นำมาผสมกับข่า และเกลือพอประมาณ แล้วนำมารับประทาน เพื่อใช้เป็นยา ช่วยในการขับเลือดขับลม ช่วยในการ แก้สันนิบาตหน้าเพลิง ใช้ผสมกับปูนแดง แล้วนำมาพอก หรือทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน หรือฝี
เมล็ดแก่ของมะขาม สามารถนำมาคั่วให้เกรียม แล้วนำมากะเทาะเปลือกออก ใช้ประมาณ 30 เม็ด จากนั้นนำมาแช่น้ำเกลือ จนอ่อน แล้วนำมาใช้กินเป็นยาถ่ายพยาธิ ไส้เดือนในท้องเด็กได้ หรือใช้เปลือกนอก ที่กระเทาะออก ใช้กินเป็นยาแก้ท้องร่วง และแก้อาเจียนได้ดี
สรรพคุณทางยา
- มะขามใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ
- ช่วยในการแก้ท้องผูก แก้ท้องเดิน
- ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิลำไส้
- ช่วยในการแก้ไอขับเสมหะ
- น้ำมะขามลดอุณหภูมิในร่างกายและแก้ไข้ได้
ผลไม้น่าทานที่สุด การทานมะขามที่มีประโยชน์ ที่ทั้งอร่อย และยังสามารถนำมาใช้เป็นยาได้อีกด้วยล่ะ
ขอบคุณบทความจาก : the-than.com

 

มะขามหวานพันธุ์ต่าง ๆ



    พันธุ์หมื่นจง เป็นต้นตระกูลของพันธุ์มะขามหวานกำเนิดมาได้นานกว่า 200 ปี โดยขุนหมื่นจงเป็นผู้ค้นพบ จัดเป็นมะขามหวานพันธุ์หนัก มีถิ่นกำเนิดที่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ลักษณะใบใหญ่สีเขียวสด เปลือกลำต้นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ฝักโค้งใหญ่แทบจรดกันเป็นรูปวงฆ้อง รสชาติหวานสนิท เนื้อหนาเมล็ดเล็กและเนื้อล่อน เมื่อสุกงอมจะมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนข้อเสียฝักมักแตกเนื่องจากโครงสร้างของเปลือกไม่ดี จนเป็นลักษณะประจำสายพันธุ์ และด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากเกษตรกร ในการแพร่ขยายพันธุ์จนส่งผลให้ปัจจุบันมะขามหวานในสายพันธุ์นี้เกือบจะสูญพันธุ์แล้ว..

    Pakai.jpg (3513 bytes)พันธุ์ประกายทอง (พันธุ์ตาแป๊ะ) จัดเป็นมะขามหวานสายพันธุ์เบา โดยมีต้นกำเนิดอยู่ที่ บ้านโป่งตาเป้า อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์   โดยนายเจียง แซ่เฮง ได้นำเมล็ดมาเพาะพันธุ์กระทั่งให้ผลผลิต โดยมีรสชาติหวานหอมอร่อย และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาก สำหรับลักษณะลำต้นผิวเปลือกออกสีน้ำตาล ผิวหยาบ  ใบหนา เข้ม ปลายใบตัด หยัก ส่วนลักษณะฝักมีขนาดยาวใหญ่ค่อนข้างตรง กลม เปลือกฝักบาง ผิวเรียบเป็นสีน้ำตาล ในขณะที่สีเนื้อเป็นสีน้ำผึ้งออกทรายแดงและเนื้อหนาตกทราย รสหอมหวาน รกหุ้มเนื้อน้อย เมล็ดเล็ก   ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่เดือนธันวาคม ปัจจับุนต้นแม่พันธุ์ยังอยู่ที่สวนมะขามหวานประกายทอง(ไร่ตาแป๊ะเจียง) บ้านโป่งตาเป้า อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2537 ในงานมหกรรมส่งเสริมการเกษตร ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้ประกาศรับรองมะขามหวานพันธุ์ประกายทอง ให้เป็นมะขามหวานพันธุ์ส่งเสริม กรมส่งเสริมการเกษตร ขณะเดียวกันนายเจียง แซ่เฮง ซึ่งปัจจุบันอายุ 71 ปี ได้เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณด้วย

    พันธุ์ปากดุก มะขามหวานพันธุ์ปากดุก เป็นสายพันธุ์มะขามหวานที่กลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด โดยมีต้นกำเนิดที่ตำบลปากดุก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์   ลักษณะของใบปกติไม่ใหญ่ เหมือนพันธุ์หมื่นจง ฝักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ตรงมากกว่าพันธุ์อื่น คล้ายพันธุ์อินทผาลัมแต่สั้นกว่า ข้างฝักเป็รสันเห็นชัดเจน เปลือกสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลออกเทา รสหวานอมเปรี้ยว คล้ายอินทผาลัม แต่เนื้อไม่เหนียวและค่อนข้างจะร่วนซุย เมล็ดมีขนาดใหญ่ ล่อน ดกพอกับพันธุ์ศรีชมภู แต่แพ้พันธุ์อินทผาลัมและพันธุ์ขันตี ราคาไม่เด่นและเกษตรกรไม่นิยมปลูก....

    sritong.jpg (13869 bytes)พันธุ์สีทอง (พันธุ์นายหยัด) มะขามหวานพันธุ์สีทอง เป็นมะขามที่กลายพันธุ์มาจากพันธุ์หมื่นจง โดยเป็นที่ยอมรับกันว่า ป็นสายพันธุ์มะขามหวานที่ดีเยี่ยม โดยนายประหยัด กองมูล เกษตรกรชาวอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นผู้ค้นพบ สำหรับลักษณะลำต้นเปลือกมีสีค่อนข้างขาวนวล รอยแตกของเปลือกละเอียด ใบมีขนาดใหญ่ทรงพุ่มเอาแน่นอนไม่ได้ เพราะการแตกกิ่งก้านออกมา ไม่ค่อยเป็นระเบียบ ลักษณะฝักโค้งใหญ่และยาว เปลือกฝักมีสีออกขาวนวล เนื้อหนาและมีสีเหลืองทอง รสหวานจัด โดยจัดว่าเป็นมะขามหวานพันธุ์หนักอีกสายพันธุ์หนึ่ง โดยฝักจะสุกงอมและเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้ในราวเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม

    พันธุ์ศรีชมภู จัดเป็นมะขามหวานสายพันธุ์เบา ลำต้นเปลือกสีน้ำตาลเทา หรือน้ำตาล ลายแตกของเปลือกจะหยาบ ท้องของกิ่งเป็นร่อง ทรงพุ่มตั้งตรงขึ้นไม่แผ่ออก ทรงคล้ายฉัตร กิ่งสั้นอวบ ใบสีเขียวเข้ม ยอดอ่อนมีสีแดงจัด และค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ จนเป็นสีชมพู ออกดอกประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ฝักแก่เก็บได้ประมาณต้นเดือนธันวาคม ฝักแก่สังเกตุได้ที่ท้องเริ่มยุบลง ส่วนฝักที่ไม่แก่เมล็ดจะดำและกลม พอเริ่มแก่เมล็ดจะเป็นสีน้ำตาลหรือดำ เปลือกจะเปลี่ยนสีจากน้ำตาลเป็นสีเท่าหม่น ก้านฝักจะเริ่มเหี่ยวลงแสดงว่าเริ่มแก่แล้ว ลักษณะฝักทั่วไปเป็นมะขามที่มีลักษณะฝักตรงยาว บริเวณส่วนนอกของฝักจะเป็นร่องแบน เรียกว่า "ฝักอกร่อง" เปลือกฝักบาง เนื้อเหนียวหนา หวานและมีกลิ่นหอม เมล็ดล่อน รกหุ้มเนื้อน้อยมาก สำหรับข้อเสียของมะขามหวานสายพันธุ์นี้คือ จะมีความแปรปรวนของรสชาติไปมาก เมื่อสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นเนื่องจากเปลือกฝักบางจึงทำให้ฝักแตกเสียหายง่าย แต่ทั้งนี้ก็จัดว่าเป็นมะขามหวานสายพันธุ์เศรษฐกิจที่เกษตรกรชาวเพชรบูรณ์ให้ความนิยมปลูกกันมาก

    พันธุ์อินทผาลัม มะขามหวานพันธุ์อินทผาลัม เดิมเรียกพันธุ์หนองเล เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดที่บ้านหนองเล อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์    โดยมีการสันนิษฐานว่าเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากพันธุ์หมื่นจงหรือพันธุ์ปากดุก ลำต้นจะมีลายแตกของเปลือกพอๆกับพันธุ์หมื่นจงแต่หยาบกว่าพันธุ์ขันตี ทรงพุ่มกลมเป็นทรงกระบอก โครงสร้างของทรงพุ่มแน่น ใบวีเขียวเข้ม ใหญ่และทึบ ยอดอ่อนที่เริ่มแตกออกมาจะเป็นสีเขียวอ่อน ซึ่งผิดแผกไปจากมะขามหวานพันธุ์อื่น ลักษณะฝักแบนเรียบค่อนข้างกลม ฝักตรง เนื้อมีสีน้ำตาลคล้ำค่อนข้าวงเหนียว เนื้อมากฉ่ำไม่แห้ง ที่เด่นมากคือ ออกดอกทุกปีเพราะเป็นพันธุ์เบา เนื่องจากเนื้อหวานเหมือนผลไม้จากทะเลทราย จึงมีการส่งออกจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศในแถบตะวันออกกลาง...

น้ำพริกมะขามสดผัด

มะขาม มะขาม (Tamarind) เรื่องมะขาม มีคติความเชื่อว่า มะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตก (ประจิม) ของบ้าน เพื่อป้องกันความถ่อย ถ้อยความและผีร้ายมิให้มากล้ำกลาย อีกทั้งต้นมะขามยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือกันเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีคนเกรงขาม ยำเกรง
สรรพคุณ เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก แก้ไอ และแก้หวัดคัดจมูก มีวิตามินซี ช่วยให้ ฟันและเหงือกแข็งแรง และทำให้ผิวพรรณดี


การปรุงรสมะขามให้ได้รสชาด และถนอมอาหารเก็บไว้ได้นาน มะขามแก้ว
ส่วนผสม
  • มะขามเปียกใหม่ๆ แกะเมล็ดสับละเอียด 1 1/4 ถ้วย
  • น้ำเย็น 1 ถ้วย
  • เกลือป่น 4 ช้อนตวง
  • พริกขี้หนูสดโขลกละเอียด 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 9 ถ้วย
วิธีทำ
  1. ละลายมะขามกับน้ำเย็น เทใส่กระทะตั้งไฟ พอมะขามละลายดีใส่เกลือป่น พริกขี้หนูโขลก น้ำตาลทราย 3 ถ้วย เคี่ยวให้เหนียวจนเป็นยางมะตูม
  2. เติมน้ำตาลทีละถ้วย และสองถ้วย จนครบ 8 ถ้วย คนให้เข้ากันดี
  3. ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น ปั้นเป็นเม็ดกลมๆขนาดตามต้องการ คลุกกับน้ำตาลทราย อีกครั้ง เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิด หรือจะห่อกระดาษแก้วก็ได้
น้ำพริกมะขามสดผัด
เครื่องปรุง มะขามสดอ่อน หมู กุ้งแห้ง กะปิดี กระเทียม พริกเหลือง พริกขี้หนู ถ้าคนแพ้กุ้งใช้ปลากรอบแทนได้ เกลือ น้ำปลาดี น้ำตาลปีบ น้ำมันหมู ปูเค็ม หรือแมงดา
วิธีทำ ล้างมะขามให้สะอาด ตำกับเกลือนิดหน่อยให้ละเอียด ป่นกุ้งแห้งไว้ สับหมูไว้ เอากระเทียมตำกับกะปิดี พริกขี้หนู พริกเหลือง ใส่มะขามสดที่ตำไว้ลงไปใส่กุ้งแห้งตำหยาบๆ ปรุงรสเปรี้ยว เค็ม หวาน ให้ครบ 3 รส ถ้าจะใส่ปูเค็มไม่ต้องเอาไปผัด ฉีกปูเคล้าลงไปเลย ก็กินได้แล้ว ถ้าจะผัด ก็เอาน้ำมันใส่กระทะ เอาน้ำพริกที่ตำไว้เคล้ากับหมูสับผัดลงไป ถ้าสุกจะหอม ถ้าจะใส่แมงดา ก็หั่นแมงดามาเคล้าตอนนี้ อย่าเอาแมงดาไปผัด จะไม่หอม

เครื่องแกล้ม
ปลาทูทอด เนื้อเค็มฉีกเป็นเส้น คั่วให้กรอบ ใส่น้ำตาลทราย ไข่กับหมู 3 ชั้นพะโล้ หัวไชโป๊ต้มกับกะทิใส่น้ำตาล นิดหน่อย เคี่ยวแห้ง กากหมูจากมันแข็งเจียวให้แห้งใส่น้ำตาล ใบทองหลางลายทอดกรอบ กินทุกอย่างตามที่เขียนมาจึงเรียกกินครบเครื่องของน้ำพริกมะขามสด
ผักที่ใช้กิน สายบัว มะเขือ แตงกวา ขมิ้นขาว ผักใบทุกอย่างที่ชอบกินได้

น้ำมะขาม
นำมะขามสดไปลวกในน้ำต้มเดือด ตักขึ้น แกะเอาแต่เนื้อมะขาม นำไปต้ม กับน้ำตาลส่วนผสมให้เดือด เติมน้ำเชื่อม เกลือชิมรสตามชอบ แต่ถ้าใช้มะขามเปียก ควรแช่น้ำไว้สัก 1/2 ชั่วโมง เพื่อให้มะขามเปียก เปื่อยยุ่ยออกมารวมกับน้ำ ก่อนนำไปต้มจนเดือดแล้วปรุงด้วยน้ำเชื่อมและเกลือ

มะขาม คุณค่าทางอาหารของมะขาม
มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และ มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก รวมทั้งแก้กระหายน้ำ ช่วยขับเสมหะแก้ไอ เป็นยาระบายท้อง ช่วยการขับถ่ายได้ดี ลดอาการโลหิตจาง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

มะขามไทย LEGUMINOSAE



มะขาม.
 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica Linn.

วงค์ : LEGUMINOSAE

ชื่อท้องถิ่น : มะขามไทย (ภาคกลาง) ขาม (ใต้) ตะลูบ (นครราชสีมา) ม่วงโคล้ง (กะเหรี่ยง – กาญจนบุรี) อำเปียล (เขมร-สุรินทร์)

ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อฝักแก่ เนื้อเม็ดมะขามแก่

ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา : เก็บช่วงฝักแก่เปลือกสีน้ำตาล

รสและสรรพคุณยาไทย : เนื้อฝักแก่ รสเปรี้ยว เป็นยาระบาย ขับเสมหะ

วิธีใช้ : มะขามเป็นยารักษาอาการท้องผูก โดยใช้มะขามเปียกรสเปรี้ยว 10-20 ฝัก จิ้มเกลือรับประทาน แล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรือดื่มน้ำคั้นใส่เกลือเล็กน้อยเป็นน้ำมะขาม

write by: หมออนามัยไกลบ้าน : UnityNature

คุณอาจสนใจเรื่องนี้

มะขาม

มะขาม

มะขาม เป็นไม้เขตร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาแถบประเทศซูดาน ต่อมามีการนำเข้ามาในประเทศแถบเขตร้อนของเอเชีย และประเทศแถบละตินอเมริกา และในปัจจุบันมีมากในเม็กซิโก
มะขามเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดว่า "เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง"


ลักษณะทั่วไป


มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้าน สาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ประกอบ ด้วยใบย่อย 10–15 คู่ แต่ละใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 2–5 มม. ยาว 1–2 ซม. ออกรวมกันเป็นช่อยาว 2–16 ซม. ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และ/หรือหวาน ซึ่งฝักหนึ่ง ๆ จะมี/หุ้มเมล็ด 3–12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมัน และมีสีน้ำตาล
ใบของมะขามเป็นใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaves) ใบย่อยแต่ละใบแยกออกจากก้าน 2 ข้างของแกนกลาง คล้ายขนนก ถ้าปลายสุดของใบจะเป็นใบย่อยเพียงใบเดียวเรียก แบบขนนกคี่ (odd pinnate) เช่น กุหลาบ อัญชัน ก้ามปู ถ้าสุดปลายใบมี 2 ใบ เรียกแบบขนนกคู่ (even pinnate) เช่น มะขาม

การปลูก


การปลูกมะขาม ทำได้โดยเตรียมดินโดยขุดหลุมกว้าง ยาวและลึกด้านละ 60 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าดินรองก้นหลุมเอากิ่งพันธุ์ลงปลูก รดน้ำให้ชุ่ม มะขามเมื่อลงดินแล้วจะโตเร็ว ควรใช้ไม้หลักพยุงไว้ให้แน่น และการบำรุงรักษาหลังเริ่มปลูก ควรเอาใจใส่ดายหญ้ารอบต้น และรดน้ำทุกวัน

ประโยชน์


ส่วนที่ใช้เป็นยา : เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) เปลือกต้น (ทั้งสดหรือแห้ง) เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณและวิธีใช้
แก้อาการท้องผูก ใช้เนื้อฝักแก่หรือมะขามเปียก 10–20 ฝัก (หนักประมาณ 70–150 กรัม) จิ้มกับเกลือรับประทาน หรือใส่เกลือเติมน้ำคั้นดื่ม
แก้อาการท้องเดิน ใช้เปลือกต้น ทั้งสดหรือแห้งประมาณ 1–2 กำมือ (15–30 กรัม) ต้มกับน้ำปูนใสหรือน้ำรับประทาน
ถ่ายพยาธิลำไส้ ใช้เมล็ดคั่วกะเทาะเปลือกเอาออกเนื้อในเมล็ดแช่น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 20–30 เมล็ด เหมาะสำหรับถ่ายพยาธิไส้เดือน
แก้ไอขับเสมหะ ใช้เนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทาน
การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ติดตาหรือต่อกิ่ง เพราะได้ผลเร็วและไม่ทำให้กลายพันธุ์
สภาพดินฟ้าอากาศ : ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดแม้แต่ดินเลว เช่นดินลูกรัง เจริญได้ดีในดินร่วนปนดินเหนียว ทนแล้งได้ดี ฤดูปลูกที่เหมาะสม คือต้นฤดูฝน
ควรหาเศษหญ้าฟางคลุมโคนจนกว่าต้นจะแข็งแรง ควรฉีดยาป้องกันโรคราแป้งและแมลงพวกหนอนเจาะฝัก ด้วงเจาะเมล็ด ในระยะที่เป็นดอกอยู่

คุณค่าทางโภชนาการ


ยอดอ่อนและฝักอ่อนมีวิตามิน เอ มาก มะขามเปียกรสเปรี้ยว ทำให้ชุ่มคอ ลดความร้อนของร่างกายได้ดี เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด เรียกว่า "มะขามเปียก" ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ททาร์ริค กรดซิตริค เป็นต้น ทำให้ออกฤทธิ์ ระบายและลดความร้อนของร่างกายลงได้ แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวนี้จะกัดเสมหะให้ละลายได้ด้วย
มะขามเปียกอุดมด้วยกรดอินทรีย์ อาทิ กรดซิตริค (Citric Acid) กรดทาร์ทาริค(Tartaric Acid) หรือกรดมาลิค(Malic Acid) เป็นต้น มีคุณสมบัติชำระล้างความสกปรกรูขุมขน คราบไขมันบนผิวหนังได้ดีมาก

คติความเชื่อ


ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ถือว่ามะขามเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตก (ประจิม) ของบ้าน เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดี ผีร้ายมิให้มากล้ำกลาย อีกทั้งต้นมะขามยังเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนาม ถือกันเป็นเคล็ดว่าจะทำให้มีแต่คนเกรงขาม

อ้างอิง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1

เจลเม็ดมะขาม ควบคุมทิศทางยา

เจลเม็ดมะขาม ควบคุมทิศทางยา


ศ.ดร.วิมล ตันติไชยากุล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิด เผยว่า แป้งเมล็ดมะขาม เมื่อผสมกับตัวยารักษาโรคที่มีโครงสร้างเหมาะสม ซึ่งทำให้ควบคุมการปลดปล่อยตัวยาได้ และนำส่งยาไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการรักษา ลดความเป็นพิษของยาที่จะแพร่กระจายไปตำแหน่งอื่นของร่างกาย
ทีมงานวิจัย ได้ใช้เทคนิคการกระเจิงรังสีเอ็กซ์ด้วยแสงซินโครตรอน เปลี่ยนแปลงลักษณะการจัดเรียงโมเลกุลของสารจากแป้งเมล็ดมะขาม โดยเข้าไปเป็นตัวเชื่อมโมเลกุล ทำให้แป้งเปลี่ยนสภาพเป็นสภาพเจล
การวิจัยดังกล่าวเป็นการเพิ่มมูลค่าของพืชและพัฒนาระบบการรักษาโรคต่อไป
ที่มา : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  , บ้านเมือง